ภาษีร้านขายยา มีอะไรบ้าง? เรื่องสำคัญที่เจ้าของร้านต้องรู้

ประเภทภาษีร้านขายยา
ร้านขายยามีภาระทางภาษีไม่ต่างจากธุรกิจค้าปลีกทั่วไป แต่มีรายละเอียดเพิ่มจากลักษณะธุรกิจที่มีทั้ง การขายยา การขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ การให้บริการโดยเภสัชกร การบริหาร Stock และสินค้าที่มีวันหมดอายุ
ภาษีที่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้มีเพียง VAT แต่ประกอบด้วยหลายส่วน
เรื่องที่ต้องรู้ | เกี่ยวข้องเมื่อ |
ภาษีเงินได้ | ร้านมีรายได้หรือกำไรจากกิจการ |
VAT | มีรายรับจากกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT ถึงเกณฑ์ |
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย | จ่ายเงินเดือน ค่าเช่า ค่าบริการ ค่าจ้าง ฯลฯ |
ภาษีป้าย | มีป้ายชื่อร้าน โลโก้ หรือป้ายโฆษณา |
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง | เป็นเจ้าของพื้นที่หรืออาคารที่ใช้เปิดร้าน |
อากรแสตมป์ | มีสัญญาหรือตราสารบางประเภท |
กรมสรรพากรจัดทำคู่มือภาษีร้านขายยาโดยเฉพาะ โดยจำแนกรายได้ของร้านตั้งแต่รายได้จากการขายยา เงินส่งเสริมการขาย ค่าบริการบางประเภท ไปจนถึงรายได้อื่น ส่วนรายจ่ายมีทั้งต้นทุนสินค้า เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าทำบัญชี และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ
1. ภาษีเงินได้
ภาษีเงินได้ต้องเริ่มพิจารณาตั้งแต่การเลือกว่า จะเปิดร้านในนาม บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล
กรณีร้านขายยาเป็นบุคคลธรรมดา
รายได้จากการ ซื้อยาและสินค้ามาขายต่อ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) หรือเงินได้จากธุรกิจและการพาณิชย์
สำหรับกิจการขายสินค้าที่ผู้ขายไม่ได้เป็นผู้ผลิต กรมสรรพากรกำหนดให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี
วิธี | หลักการ |
หักเหมา | หักค่าใช้จ่ายได้ 60% ของรายได้ |
หักตามจริง | หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายจริงที่เกี่ยวข้องกับกิจการ โดยต้องมีหลักฐาน |
กรมสรรพากรแจ้งตารางอัตราปี 2569 โดยระบุว่า “การขายของ...ซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต” หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% เช่นเดิม
ตัวอย่างที่ 1 : หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา
ร้านมียอดขายทั้งปี 3,000,000 บาท
รายได้ 3,000,000 บาท
หักค่าใช้จ่าย 60% = 1,800,000 บาท
คงเหลือ 1,200,000 บาท
จากนั้นจึงนำค่าลดหย่อนส่วนบุคคลและค่าลดหย่อนอื่นมาหัก
เงินได้สุทธิที่เหลือจึงนำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า
ตัวอย่างที่ 2 : ถ้าต้นทุนจริงสูง
สมมติยอดขายเท่ากัน 3,000,000 บาท แต่มี
ต้นทุนยา 1,900,000 บาท
ค่าเช่า 240,000 บาท
เงินเดือนพนักงาน 240,000 บาท
ค่าน้ำ ค่าไฟ ระบบร้าน และค่าใช้จ่ายอื่น 120,000 บาท
รวมค่าใช้จ่ายจริง 2,500,000 บาท
กรณีนี้การหักค่าใช้จ่ายตามจริงอาจเหมาะกว่าการหักเหมา 60% แต่ต้องมีเอกสารพิสูจน์รายจ่ายให้ครบ
รายได้ของเภสัชกรไม่ได้เป็น 40(8) ทุกกรณี
ต้องแยก รายได้จากการขายสินค้า” ออกจาก รายได้จากการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่า การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสามารถเข้าลักษณะ การประกอบโรคศิลปะตามมาตรา 40(6) ได้ หากเป็นการปฏิบัติงานทางวิชาชีพจริงและลักษณะค่าตอบแทนเข้าเงื่อนไข แต่หากข้อเท็จจริงเป็นลักษณะลูกจ้างหรือรับทำงานทั่วไป ก็อาจเป็นเงินได้ 40(1) หรือ 40(2) แทน
ดังนั้น การแบ่งรายได้ควรดูจาก ข้อเท็จจริงของงาน ไม่ใช่เพียงดูว่าผู้รับเงินมีใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือไม่
ตัวอย่าง
ขายยา 500 บาท→ รายได้จากการขายสินค้า เป็นรายได้ของกิจการร้านยา
เภสัชกรได้รับค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพโดยตรง 500 บาท → อาจมีหลักการทางภาษีต่างจากรายได
ขายสินค้า ต้องพิจารณารูปแบบการให้บริการ สัญญา และผู้รับรายได้ ไม่ควรรวมรายได้สองลักษณะเข้าด้วยกัน
ร้านบุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบอะไร?
ช่วงเวลา | แบบ | รายได้ที่นำมายื่น |
ครึ่งปี | ภ.ง.ด.94 | รายได้ ม.ค.–มิ.ย. |
สิ้นปี | ภ.ง.ด.90 | รายได้ทั้งปี |
ภาษีที่ชำระไว้ตอนครึ่งปีสามารถนำมาเครดิตออกจากภาษีสิ้นปีได้
กรณีร้านขายยาเป็นนิติบุคคล
หากเปิดร้านในนาม บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ภาษีจะคำนวณจาก กำไรสุทธิทางภาษี
หลักการคือ
รายได้ของกิจการ − รายจ่ายที่กฎหมายให้หัก = กำไรสุทธิทางภาษี
สำหรับ SME ที่มีทุนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ใช้อัตราภาษีดังนี้
กำไรสุทธิ | อัตราภาษี |
ไม่เกิน 300,000 บาท | ยกเว้น |
300,001–3,000,000 บาท | 15% |
เกิน 3,000,000 บาท | 20% |
ตัวอย่าง
บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท
300,000 บาทแรก → ยกเว้น
ส่วนที่เหลือ 700,000 บาท
ภาษี 15% = 105,000 บาท
แต่บริษัทมีภาระด้านบัญชีมากกว่าบุคคลธรรมดา เช่น ต้องจัดทำบัญชี งบการเงิน มีผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี รวมถึงยื่น ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50
บุคคลธรรมดา vs บริษัท
ประเด็น | บุคคลธรรมดา | บริษัท |
ฐานภาษี | เงินได้สุทธิ | กำไรสุทธิ |
อัตราสูงสุด | 35% | โดยทั่วไป 20% |
ค่าใช้จ่าย | เหมา 60% หรือจริง | ตามจริงตามเงื่อนไข |
งบการเงิน | ไม่เหมือนบริษัท | ต้องจัดทำ |
ผู้สอบบัญชี | โดยทั่วไปไม่มี | มีตามหลักเกณฑ์ |
เหมาะกับ | ร้านขนาดเล็ก/เริ่มต้น | ร้านที่มีระบบหรือมีแผนขยาย |
ไม่ควรเลือกจดบริษัทเพียงเพราะเห็นว่าอัตราภาษีต่ำกว่า ต้องคำนวณ กำไรจริง ค่าใช้จ่ายทางบัญชี และแผนการขยายกิจการ ร่วมด้วย
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการ ที่อยู่ในบังคับ VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์
อัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% และมีการขยายอัตรานี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
ตัวอย่าง
ร้านมียอดขายเฉลี่ย160,000 บาท × 12 เดือน = 1,920,000 บาท
หากทั้งหมดเป็นรายได้ที่อยู่ในบังคับ VAT จะเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท
แต่ต้องติดตาม ยอดสะสมระหว่างปี ไม่ใช่รอสิ้นปีแล้วจึงคำนวณ เพราะกฎหมายกำหนดระยะเวลาจดทะเบียนจากวันที่รายรับถึงเกณฑ์
การได้รับยกเว้น VAT
ตามมาตรฐานแล้วการกขายยา ไม่ได้ยกเว้นทุกชนิด
ยาที่ได้รับการยกเว้น เช่น ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ตามเงื่อนไขของมาตรา 81(1)(จ)
ดังนั้น ร้านที่จำหน่าย
ยาสำหรับมนุษย์
อาหารเสริม
เวชสำอาง
เครื่องสำอาง
อุปกรณ์ทางการแพทย์
สินค้าสุขภาพอื่น
ไจะไม่ได้รับการ“ยกเว้น VAT”
แล้วค่าบริการของเภสัชกรเสีย VAT หรือไม่?
ส่วนนี้ต้องพิจารณาแยกจากการขายยา
กฎหมาย VAT มีข้อยกเว้นสำหรับบริการที่เป็น การประกอบโรคศิลปะตามมาตรา 81(1)(ฌ) และกรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่าการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสามารถเข้าลักษณะการประกอบโรคศิลปะได้ในบางกรณี
แต่ไม่ได้หมายความว่า ค่าบริการทุกอย่างที่ร้านยาเรียกเก็บจะยกเว้น VAT
ตัวอย่างในคู่มือร้านขายยาของกรมสรรพากร กรณีร้านได้รับค่าบริการคัดกรองตามโครงการ สปสช. กรม
รายได้ | วิธีพิจารณา |
ขายยา/สินค้า | รายได้จากการขาย |
ค่าบริการของร้าน | ตรวจว่าอยู่ในบังคับ VAT หรือไม่ |
ค่าประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม | ดูลักษณะวิชาชีพและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี |
ข้อควรระวัง: การแยก “ค่าปรึกษา” ออกจาก “ค่ายา” ในใบเสร็จ ไม่ได้ทำให้ค่าปรึกษาได้รับยกเว้น VAT โดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าบริการนั้นเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายจริงหรือไม่
หลังจด VAT ร้านต้องทำอะไรบ้าง?
อย่างน้อยต้องมีระบบสำหรับ
ออกใบกำกับภาษี
รายงานภาษีขาย
รายงานภาษีซื้อ
รายงานสินค้าและวัตถุดิบ
ยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน
จัดเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารให้ตรวจสอบได้
คู่มือกรมสรรพากรกำหนดให้มีรายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และรายงานสินค้า โดยมีกรอบเวลาลงรายการตามหลักเกณฑ์
ร้านค้าปลีกสามารถออก ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ตามหลักเกณฑ์ และหากลูกค้าขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ต้องออกเอกสารที่มีรายการสำคัญครบถ้วน
กำหนดยื่นปัจจุบัน
โดยทั่วไป
รายการ | แบบกระดาษ | ออนไลน์ |
ภ.พ.30 | วันที่ 15 เดือนถัดไป | วันที่ 23 เดือนถัดไป |
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย | วันที่ 7 เดือนถัดไป | วันที่ 15 เดือนถัดไป |
ปฏิทินภาษีปี 2569 ของกรมสรรพากรแสดงกรอบเวลาดังกล่าว โดยวันจริงอาจเลื่อนหากตรงวันหยุดราชการ
ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทแต่ไม่จด VAT?
ต้องชำระ VAT สำหรับช่วงที่มีหน้าที่เสียภาษี
ยังไม่สามารถออกใบกำกับภาษีในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนได้
อาจมีเบี้ยปรับ
มีเงินเพิ่ม
ภาษีซื้อในช่วงที่ยังไม่ได้จดอาจไม่สามารถนำมาเครดิตได้ตามหลักเกณฑ์
3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้เกิดจาก “ยอดขาย” แต่เกิดเมื่อร้านเป็น ผู้จ่ายเงินบางประเภท
รายการที่ร้านขายยาพบบ่อย ได้แก่
รายการ | อัตราทั่วไปที่พบ | แบบ |
เงินเดือน / โบนัส | คำนวณตามเงินได้พนักงาน | ภ.ง.ด.1 |
ค่าเช่า | 5% | ภ.ง.ด.3 / 53 |
ค่าจ้างทำของ | 3% | ภ.ง.ด.3 / 53 |
ค่าบริการบางประเภท | 3% | ภ.ง.ด.3 / 53 |
ค่าขนส่งตามเงื่อนไข | 1% | ภ.ง.ด.3 / 53 |
อัตราค่าเช่า 5% และค่าจ้างทำของ 3% ปรากฏในคำสั่งกรมสรรพากรที่ใช้บังคับอยู่ ส่วนค่าขนส่งบางกรณีใช้อัตรา 1%
ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 ต่างกันอย่างไร?
จำง่าย ๆ
จ่ายให้บุคคลธรรมดา → โดยทั่วไปใช้ ภ.ง.ด.3
จ่ายให้บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล → โดยทั่วไปใช้ ภ.ง.ด.53
เงินเดือนพนักงาน → ภ.ง.ด.1
แต่ต้องดูประเภทเงินได้และสถานะผู้จ่ายประกอบด้วย
ตัวอย่างค่าเช่าร้าน
บริษัทเช่าพื้นที่เดือนละ 40,000 บาท จากบุคคลธรรมดา
ค่าเช่าเข้าหลักเกณฑ์หัก ณ ที่จ่าย 5%
40,000 × 5% = 2,000 บาท
ดังนั้น
จ่ายผู้ให้เช่า 38,000 บาท
นำส่งกรมสรรพากร 2,000 บาท
ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้ให้เช่า
เงินสนับสนุนจาก Supplier ก็เป็นประเด็นภาษี
ร้านยาอาจได้รับจากบริษัทผู้ผลิตหรือ Distributor เช่น
เงินสนับสนุน
Bonus
Incentive
เงินช่วยเหลือ
Rebate
เงินส่งเสริมยอดขาย
คู่มือกรมสรรพากรระบุว่าเงินส่งเสริมการขายบางลักษณะถือเป็น รายได้ของกิจการ และมีกรณีถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ขณะที่ด้าน VAT ต้องพิจารณาลักษณะของเงินแยกต่างหาก
4. ภาษีป้าย
ร้านขายยาเกี่ยวข้องกับป้ายหลายประเภท ทั้ง
ป้ายชื่อร้าน
โลโก้
Pharmacy
ป้ายไฟ
ป้ายโฆษณา
ป้ายหน้าร้าน
หากป้ายเข้าองค์ประกอบตามกฎหมายภาษีป้าย ต้องยื่นภาษีกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร้านตั้งอยู่
ป้ายภายในร้านเสียภาษีหรือไม่?
กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับป้ายบางประเภทที่แสดง ภายในอาคาร และมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตร ตามเงื่อนไข แต่ไม่ใช่ว่าป้ายภายในทุกป้ายได้รับยกเว้น ดังนั้นป้ายตามมาตรฐาน GPP ควรพิจารณา
ตำแหน่ง
ขนาด
ลักษณะข้อความ
และการมองเห็นจากภายนอก แยกจากป้ายโฆษณาหรือป้ายชื่อร้าน
สำหรับกรณีที่ไม่ชัดเจน ควรให้สำนักงานเขตหรือเทศบาลที่ร้านตั้งอยู่เป็นผู้ประเมินก่อน เนื่องจากภาษีป้ายเป็นภาษีท้องถิ่น
5. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ข้อมูลเก่าบางแหล่งยังใช้คำว่า ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่ปัจจุบันใช้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีโดยหลัก ได้แก่
เจ้าของที่ดิน
เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง
เจ้าของห้องชุด
ผู้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐ
เปิดร้านในตึกของตัวเอง
ต้องพิจารณาภาษีตามมูลค่าที่ดิน/สิ่งปลูกสร้างและประเภทการใช้ประโยชน์ โดยพื้นที่ใช้เปิดร้านเป็นการใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ
เช่าร้านจากผู้อื่น
กรณีทรัพย์สินเอกชน ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายโดยหลักคือ เจ้าของทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม สัญญาเช่าอาจกำหนดให้ผู้เช่ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางรายการแทน จึงควรตรวจสัญญาก่อนลงนาม
6. อากรแสตมป์
อากรแสตมป์ไม่ใช่ภาษีจากการขายยาโดยตรง แต่ร้านอาจพบจากการทำตราสาร เช่น
สัญญาเช่า
สัญญาจ้างทำของ
หนังสือมอบอำนาจ
สัญญาหรือเอกสารอื่นที่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์
ตัวอย่างเช่น สัญญาเช่าอาคาร ต้องพิจารณาอากรแสตมป์ตามมูลค่าและอายุของสัญญา
จึงควรตรวจเรื่องอากรพร้อมกับการทำสัญญา ไม่ใช่รอจนต้องนำสัญญาไปใช้อ้างอิงภายหลัง
7. รายรับ–รายจ่าย ต้องจัดระบบตั้งแต่วันแรก
ร้านขายยาในรูปบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จด VAT และมีเงินได้ตามมาตรา 40(5)–(8) ต้องจัดทำ บัญชีหรือรายงานรายได้และรายจ่าย และลงรายการภายใน 3 วันทำการ
ระบบบัญชีควรแยกรายได้อย่างน้อยเป็น
รายได้ | ควรแยกหรือไม่ |
ขายยา | ✓ |
ขายอาหารเสริม | ✓ |
ขายเครื่องสำอาง/เวชสำอาง | ✓ |
ขายอุปกรณ์ | ✓ |
ค่าบริการ | ✓ |
เงินสนับสนุน Supplier | ✓ |
รายได้อื่น | ✓ |
โดยเฉพาะร้านที่จด VAT การแยกรหัสสินค้าใน POS จะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่า สินค้าใดเสีย VAT สินค้าใดได้รับยกเว้น และยอดภาษีขายตรงกับบัญชีหรือไม่
8. เอกสารค่าใช้จ่ายที่ต้องมี
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่ว่าจะนำมาหักภาษีได้ทุกครั้ง หากไม่มีหลักฐานรองรับ
เอกสารที่ควรเก็บ เช่น
ใบกำกับภาษี
ใบเสร็จรับเงิน
ใบแจ้งหนี้
หลักฐานการโอน
สัญญาเช่า
สัญญาจ้าง
หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย
เอกสารรับสินค้า
หากมีรายจ่ายจริงแต่ผู้รับเงินไม่สามารถออกใบเสร็จได้ คู่มือกรมสรรพากรระบุเครื่องมือประกอบหลักฐาน เช่น ใบรับ ใบสำคัญรับเงิน หรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไข
9. Stock ยา เกี่ยวอะไรกับภาษี?
เกี่ยวโดยตรง เพราะ
ต้นทุนขาย ≠ ยอดซื้อยาในปีนั้นทั้งหมด
หลักบัญชีต้องพิจารณาสินค้าคงเหลือต้นงวด ซื้อระหว่างปี และสินค้าคงเหลือปลายงวด
จึงควรมี Stock Card หรือระบบ Stock ที่ตรวจสอบได้
ข้อมูลอย่างน้อยควรมี
ชื่อยา/สินค้า
Lot
วันรับเข้า
จำนวนรับ
จำนวนขาย
จำนวนคงเหลือ
ราคาทุน
วันหมดอายุ
วิธีคิดต้นทุน
คู่มือกรมสรรพากรกล่าวถึงวิธี เช่น
FIFO — First In, First Out สินค้าที่เข้าก่อนถือว่าออกก่อน
Weighted Average ใช้ต้นทุนเฉลี่ยของสินค้าประเภทเดียวกัน
สำหรับยา การบริหารสินค้าในทางปฏิบัติยังควรสัมพันธ์กับ FEFO — First Expire, First Out
คือยาที่หมดอายุก่อนต้องถูกนำออกก่อน ซึ่งช่วยลดปัญหายาหมดอายุและสอดคล้องกับลักษณะการจัดการสินค้าร้านยา
ยาหมดอายุ ตัดเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม?
ทำได้ในบางกรณี แต่ ไม่ใช่เพียงนำยาไปทิ้งแล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที
โดยเฉพาะนิติบุคคล ควรมีระบบ เช่น
ตรวจพบสินค้าหมดอายุ
แยกสินค้าออกจาก Stock
จัดทำรายการสินค้า
ขออนุมัติทำลาย
มีผู้เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ/เป็นพยาน
ทำลายตามหลักเกณฑ์
เก็บหลักฐาน
ปรับยอด Stock และบัญชี
คู่มือกรมสรรพากรระบุรายละเอียดเรื่องการตรวจสอบสภาพ การอนุมัติ การมีผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นพยาน และหลักฐานประกอบ หากดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ต้นทุนสินค้าที่ทำลายสามารถนำมาพิจารณาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้





ความคิดเห็น