top of page

ภาษีร้านขายยา มีอะไรบ้าง? เรื่องสำคัญที่เจ้าของร้านต้องรู้

31 ส.ค.
ยาว 3 นาที
ภาษีร้านขายยา มีอะไรบ้าง?

ประเภทภาษีร้านขายยา


ร้านขายยามีภาระทางภาษีไม่ต่างจากธุรกิจค้าปลีกทั่วไป แต่มีรายละเอียดเพิ่มจากลักษณะธุรกิจที่มีทั้ง การขายยา การขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ การให้บริการโดยเภสัชกร การบริหาร Stock และสินค้าที่มีวันหมดอายุ

ภาษีที่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้มีเพียง VAT แต่ประกอบด้วยหลายส่วน

เรื่องที่ต้องรู้

เกี่ยวข้องเมื่อ

ภาษีเงินได้

ร้านมีรายได้หรือกำไรจากกิจการ

VAT

มีรายรับจากกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT ถึงเกณฑ์

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

จ่ายเงินเดือน ค่าเช่า ค่าบริการ ค่าจ้าง ฯลฯ

ภาษีป้าย

มีป้ายชื่อร้าน โลโก้ หรือป้ายโฆษณา

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

เป็นเจ้าของพื้นที่หรืออาคารที่ใช้เปิดร้าน

อากรแสตมป์

มีสัญญาหรือตราสารบางประเภท

กรมสรรพากรจัดทำคู่มือภาษีร้านขายยาโดยเฉพาะ โดยจำแนกรายได้ของร้านตั้งแต่รายได้จากการขายยา เงินส่งเสริมการขาย ค่าบริการบางประเภท ไปจนถึงรายได้อื่น ส่วนรายจ่ายมีทั้งต้นทุนสินค้า เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าทำบัญชี และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการ


1. ภาษีเงินได้

ภาษีเงินได้ต้องเริ่มพิจารณาตั้งแต่การเลือกว่า จะเปิดร้านในนาม บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล


กรณีร้านขายยาเป็นบุคคลธรรมดา

รายได้จากการ ซื้อยาและสินค้ามาขายต่อ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) หรือเงินได้จากธุรกิจและการพาณิชย์

สำหรับกิจการขายสินค้าที่ผู้ขายไม่ได้เป็นผู้ผลิต กรมสรรพากรกำหนดให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี

วิธี

หลักการ

หักเหมา

หักค่าใช้จ่ายได้ 60% ของรายได้

หักตามจริง

หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายจริงที่เกี่ยวข้องกับกิจการ โดยต้องมีหลักฐาน

กรมสรรพากรแจ้งตารางอัตราปี 2569 โดยระบุว่า “การขายของ...ซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต” หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% เช่นเดิม


ตัวอย่างที่ 1 : หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา

ร้านมียอดขายทั้งปี 3,000,000 บาท

  • รายได้ 3,000,000 บาท

  • หักค่าใช้จ่าย 60% = 1,800,000 บาท

  • คงเหลือ 1,200,000 บาท

  • จากนั้นจึงนำค่าลดหย่อนส่วนบุคคลและค่าลดหย่อนอื่นมาหัก

  • เงินได้สุทธิที่เหลือจึงนำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า


ตัวอย่างที่ 2 : ถ้าต้นทุนจริงสูง

สมมติยอดขายเท่ากัน 3,000,000 บาท แต่มี

  • ต้นทุนยา 1,900,000 บาท

  • ค่าเช่า 240,000 บาท

  • เงินเดือนพนักงาน 240,000 บาท

  • ค่าน้ำ ค่าไฟ ระบบร้าน และค่าใช้จ่ายอื่น 120,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายจริง 2,500,000 บาท

กรณีนี้การหักค่าใช้จ่ายตามจริงอาจเหมาะกว่าการหักเหมา 60% แต่ต้องมีเอกสารพิสูจน์รายจ่ายให้ครบ



รายได้ของเภสัชกรไม่ได้เป็น 40(8) ทุกกรณี

ต้องแยก รายได้จากการขายสินค้า” ออกจาก รายได้จากการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม

กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่า การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสามารถเข้าลักษณะ การประกอบโรคศิลปะตามมาตรา 40(6) ได้ หากเป็นการปฏิบัติงานทางวิชาชีพจริงและลักษณะค่าตอบแทนเข้าเงื่อนไข แต่หากข้อเท็จจริงเป็นลักษณะลูกจ้างหรือรับทำงานทั่วไป ก็อาจเป็นเงินได้ 40(1) หรือ 40(2) แทน

ดังนั้น การแบ่งรายได้ควรดูจาก ข้อเท็จจริงของงาน ไม่ใช่เพียงดูว่าผู้รับเงินมีใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือไม่


ตัวอย่าง

  • ขายยา 500 บาท→ รายได้จากการขายสินค้า เป็นรายได้ของกิจการร้านยา

  • เภสัชกรได้รับค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพโดยตรง 500 บาท → อาจมีหลักการทางภาษีต่างจากรายได

ขายสินค้า ต้องพิจารณารูปแบบการให้บริการ สัญญา และผู้รับรายได้ ไม่ควรรวมรายได้สองลักษณะเข้าด้วยกัน


ร้านบุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบอะไร?

ช่วงเวลา

แบบ

รายได้ที่นำมายื่น

ครึ่งปี

ภ.ง.ด.94

รายได้ ม.ค.–มิ.ย.

สิ้นปี

ภ.ง.ด.90

รายได้ทั้งปี

ภาษีที่ชำระไว้ตอนครึ่งปีสามารถนำมาเครดิตออกจากภาษีสิ้นปีได้


กรณีร้านขายยาเป็นนิติบุคคล

หากเปิดร้านในนาม บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ภาษีจะคำนวณจาก กำไรสุทธิทางภาษี

หลักการคือ

รายได้ของกิจการ − รายจ่ายที่กฎหมายให้หัก = กำไรสุทธิทางภาษี

สำหรับ SME ที่มีทุนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ใช้อัตราภาษีดังนี้

กำไรสุทธิ

อัตราภาษี

ไม่เกิน 300,000 บาท

ยกเว้น

300,001–3,000,000 บาท

15%

เกิน 3,000,000 บาท

20%

ตัวอย่าง

บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท

  • 300,000 บาทแรก → ยกเว้น

  • ส่วนที่เหลือ 700,000 บาท

  • ภาษี 15% = 105,000 บาท

แต่บริษัทมีภาระด้านบัญชีมากกว่าบุคคลธรรมดา เช่น ต้องจัดทำบัญชี งบการเงิน มีผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี รวมถึงยื่น ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 


บุคคลธรรมดา vs บริษัท

ประเด็น

บุคคลธรรมดา

บริษัท

ฐานภาษี

เงินได้สุทธิ

กำไรสุทธิ

อัตราสูงสุด

35%

โดยทั่วไป 20%

ค่าใช้จ่าย

เหมา 60% หรือจริง

ตามจริงตามเงื่อนไข

งบการเงิน

ไม่เหมือนบริษัท

ต้องจัดทำ

ผู้สอบบัญชี

โดยทั่วไปไม่มี

มีตามหลักเกณฑ์

เหมาะกับ

ร้านขนาดเล็ก/เริ่มต้น

ร้านที่มีระบบหรือมีแผนขยาย

ไม่ควรเลือกจดบริษัทเพียงเพราะเห็นว่าอัตราภาษีต่ำกว่า ต้องคำนวณ กำไรจริง ค่าใช้จ่ายทางบัญชี และแผนการขยายกิจการ ร่วมด้วย


2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการ ที่อยู่ในบังคับ VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ 

อัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% และมีการขยายอัตรานี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 


ตัวอย่าง

  • ร้านมียอดขายเฉลี่ย160,000 บาท × 12 เดือน = 1,920,000 บาท

หากทั้งหมดเป็นรายได้ที่อยู่ในบังคับ VAT จะเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท


แต่ต้องติดตาม ยอดสะสมระหว่างปี ไม่ใช่รอสิ้นปีแล้วจึงคำนวณ เพราะกฎหมายกำหนดระยะเวลาจดทะเบียนจากวันที่รายรับถึงเกณฑ์


การได้รับยกเว้น VAT

ตามมาตรฐานแล้วการกขายยา ไม่ได้ยกเว้นทุกชนิด

ยาที่ได้รับการยกเว้น เช่น ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ตามเงื่อนไขของมาตรา 81(1)(จ) 

ดังนั้น ร้านที่จำหน่าย

  • ยาสำหรับมนุษย์

  • อาหารเสริม

  • เวชสำอาง

  • เครื่องสำอาง

  • อุปกรณ์ทางการแพทย์

  • สินค้าสุขภาพอื่น

ไจะไม่ได้รับการ“ยกเว้น VAT”


แล้วค่าบริการของเภสัชกรเสีย VAT หรือไม่?

ส่วนนี้ต้องพิจารณาแยกจากการขายยา

กฎหมาย VAT มีข้อยกเว้นสำหรับบริการที่เป็น การประกอบโรคศิลปะตามมาตรา 81(1)(ฌ)  และกรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่าการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสามารถเข้าลักษณะการประกอบโรคศิลปะได้ในบางกรณี

แต่ไม่ได้หมายความว่า ค่าบริการทุกอย่างที่ร้านยาเรียกเก็บจะยกเว้น VAT


ตัวอย่างในคู่มือร้านขายยาของกรมสรรพากร กรณีร้านได้รับค่าบริการคัดกรองตามโครงการ สปสช. กรม

รายได้

วิธีพิจารณา

ขายยา/สินค้า

รายได้จากการขาย

ค่าบริการของร้าน

ตรวจว่าอยู่ในบังคับ VAT หรือไม่

ค่าประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม

ดูลักษณะวิชาชีพและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

ข้อควรระวัง: การแยก “ค่าปรึกษา” ออกจาก “ค่ายา” ในใบเสร็จ ไม่ได้ทำให้ค่าปรึกษาได้รับยกเว้น VAT โดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าบริการนั้นเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายจริงหรือไม่

หลังจด VAT ร้านต้องทำอะไรบ้าง?

อย่างน้อยต้องมีระบบสำหรับ

  1. ออกใบกำกับภาษี

  2. รายงานภาษีขาย

  3. รายงานภาษีซื้อ

  4. รายงานสินค้าและวัตถุดิบ

  5. ยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน

  6. จัดเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารให้ตรวจสอบได้

คู่มือกรมสรรพากรกำหนดให้มีรายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และรายงานสินค้า โดยมีกรอบเวลาลงรายการตามหลักเกณฑ์

ร้านค้าปลีกสามารถออก ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ตามหลักเกณฑ์ และหากลูกค้าขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ต้องออกเอกสารที่มีรายการสำคัญครบถ้วน


กำหนดยื่นปัจจุบัน

โดยทั่วไป

รายการ

แบบกระดาษ

ออนไลน์

ภ.พ.30

วันที่ 15 เดือนถัดไป

วันที่ 23 เดือนถัดไป

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

วันที่ 7 เดือนถัดไป

วันที่ 15 เดือนถัดไป

ปฏิทินภาษีปี 2569 ของกรมสรรพากรแสดงกรอบเวลาดังกล่าว โดยวันจริงอาจเลื่อนหากตรงวันหยุดราชการ


ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทแต่ไม่จด VAT?

  • ต้องชำระ VAT สำหรับช่วงที่มีหน้าที่เสียภาษี

  • ยังไม่สามารถออกใบกำกับภาษีในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนได้

  • อาจมีเบี้ยปรับ

  • มีเงินเพิ่ม

  • ภาษีซื้อในช่วงที่ยังไม่ได้จดอาจไม่สามารถนำมาเครดิตได้ตามหลักเกณฑ์


3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้เกิดจาก “ยอดขาย” แต่เกิดเมื่อร้านเป็น ผู้จ่ายเงินบางประเภท

รายการที่ร้านขายยาพบบ่อย ได้แก่

รายการ

อัตราทั่วไปที่พบ

แบบ

เงินเดือน / โบนัส

คำนวณตามเงินได้พนักงาน

ภ.ง.ด.1

ค่าเช่า

5%

ภ.ง.ด.3 / 53

ค่าจ้างทำของ

3%

ภ.ง.ด.3 / 53

ค่าบริการบางประเภท

3%

ภ.ง.ด.3 / 53

ค่าขนส่งตามเงื่อนไข

1%

ภ.ง.ด.3 / 53

อัตราค่าเช่า 5% และค่าจ้างทำของ 3% ปรากฏในคำสั่งกรมสรรพากรที่ใช้บังคับอยู่ ส่วนค่าขนส่งบางกรณีใช้อัตรา 1%


ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 ต่างกันอย่างไร?

จำง่าย ๆ

  • จ่ายให้บุคคลธรรมดา → โดยทั่วไปใช้ ภ.ง.ด.3

  • จ่ายให้บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล → โดยทั่วไปใช้ ภ.ง.ด.53

  • เงินเดือนพนักงาน → ภ.ง.ด.1

แต่ต้องดูประเภทเงินได้และสถานะผู้จ่ายประกอบด้วย


ตัวอย่างค่าเช่าร้าน

บริษัทเช่าพื้นที่เดือนละ 40,000 บาท จากบุคคลธรรมดา

ค่าเช่าเข้าหลักเกณฑ์หัก ณ ที่จ่าย 5%

40,000 × 5% = 2,000 บาท

ดังนั้น

  • จ่ายผู้ให้เช่า 38,000 บาท

  • นำส่งกรมสรรพากร 2,000 บาท

  • ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้ให้เช่า


เงินสนับสนุนจาก Supplier ก็เป็นประเด็นภาษี

ร้านยาอาจได้รับจากบริษัทผู้ผลิตหรือ Distributor เช่น

  • เงินสนับสนุน

  • Bonus

  • Incentive

  • เงินช่วยเหลือ

  • Rebate

  • เงินส่งเสริมยอดขาย

คู่มือกรมสรรพากรระบุว่าเงินส่งเสริมการขายบางลักษณะถือเป็น รายได้ของกิจการ และมีกรณีถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ขณะที่ด้าน VAT ต้องพิจารณาลักษณะของเงินแยกต่างหาก


4. ภาษีป้าย

ร้านขายยาเกี่ยวข้องกับป้ายหลายประเภท ทั้ง

  • ป้ายชื่อร้าน

  • โลโก้

  • Pharmacy

  • ป้ายไฟ

  • ป้ายโฆษณา

  • ป้ายหน้าร้าน

หากป้ายเข้าองค์ประกอบตามกฎหมายภาษีป้าย ต้องยื่นภาษีกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร้านตั้งอยู่



ป้ายภายในร้านเสียภาษีหรือไม่?

กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับป้ายบางประเภทที่แสดง ภายในอาคาร และมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตร ตามเงื่อนไข แต่ไม่ใช่ว่าป้ายภายในทุกป้ายได้รับยกเว้น ดังนั้นป้ายตามมาตรฐาน GPP ควรพิจารณา

  • ตำแหน่ง

  • ขนาด

  • ลักษณะข้อความ

  • และการมองเห็นจากภายนอก แยกจากป้ายโฆษณาหรือป้ายชื่อร้าน

สำหรับกรณีที่ไม่ชัดเจน ควรให้สำนักงานเขตหรือเทศบาลที่ร้านตั้งอยู่เป็นผู้ประเมินก่อน เนื่องจากภาษีป้ายเป็นภาษีท้องถิ่น


5. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ข้อมูลเก่าบางแหล่งยังใช้คำว่า ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่ปัจจุบันใช้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีโดยหลัก ได้แก่

  • เจ้าของที่ดิน

  • เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง

  • เจ้าของห้องชุด

  • ผู้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐ


เปิดร้านในตึกของตัวเอง

ต้องพิจารณาภาษีตามมูลค่าที่ดิน/สิ่งปลูกสร้างและประเภทการใช้ประโยชน์ โดยพื้นที่ใช้เปิดร้านเป็นการใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ

เช่าร้านจากผู้อื่น

กรณีทรัพย์สินเอกชน ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายโดยหลักคือ เจ้าของทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สัญญาเช่าอาจกำหนดให้ผู้เช่ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางรายการแทน จึงควรตรวจสัญญาก่อนลงนาม


6. อากรแสตมป์

อากรแสตมป์ไม่ใช่ภาษีจากการขายยาโดยตรง แต่ร้านอาจพบจากการทำตราสาร เช่น

  • สัญญาเช่า

  • สัญญาจ้างทำของ

  • หนังสือมอบอำนาจ

  • สัญญาหรือเอกสารอื่นที่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์

ตัวอย่างเช่น สัญญาเช่าอาคาร ต้องพิจารณาอากรแสตมป์ตามมูลค่าและอายุของสัญญา

จึงควรตรวจเรื่องอากรพร้อมกับการทำสัญญา ไม่ใช่รอจนต้องนำสัญญาไปใช้อ้างอิงภายหลัง


7. รายรับ–รายจ่าย ต้องจัดระบบตั้งแต่วันแรก

ร้านขายยาในรูปบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จด VAT และมีเงินได้ตามมาตรา 40(5)–(8) ต้องจัดทำ บัญชีหรือรายงานรายได้และรายจ่าย และลงรายการภายใน 3 วันทำการ

ระบบบัญชีควรแยกรายได้อย่างน้อยเป็น

รายได้

ควรแยกหรือไม่

ขายยา

ขายอาหารเสริม

ขายเครื่องสำอาง/เวชสำอาง

ขายอุปกรณ์

ค่าบริการ

เงินสนับสนุน Supplier

รายได้อื่น

โดยเฉพาะร้านที่จด VAT การแยกรหัสสินค้าใน POS จะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่า สินค้าใดเสีย VAT สินค้าใดได้รับยกเว้น และยอดภาษีขายตรงกับบัญชีหรือไม่


8. เอกสารค่าใช้จ่ายที่ต้องมี

ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่ว่าจะนำมาหักภาษีได้ทุกครั้ง หากไม่มีหลักฐานรองรับ

เอกสารที่ควรเก็บ เช่น

  • ใบกำกับภาษี

  • ใบเสร็จรับเงิน

  • ใบแจ้งหนี้

  • หลักฐานการโอน

  • สัญญาเช่า

  • สัญญาจ้าง

  • หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย

  • เอกสารรับสินค้า

หากมีรายจ่ายจริงแต่ผู้รับเงินไม่สามารถออกใบเสร็จได้ คู่มือกรมสรรพากรระบุเครื่องมือประกอบหลักฐาน เช่น ใบรับ ใบสำคัญรับเงิน หรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไข


9. Stock ยา เกี่ยวอะไรกับภาษี?

เกี่ยวโดยตรง เพราะ

ต้นทุนขาย ≠ ยอดซื้อยาในปีนั้นทั้งหมด

หลักบัญชีต้องพิจารณาสินค้าคงเหลือต้นงวด ซื้อระหว่างปี และสินค้าคงเหลือปลายงวด

จึงควรมี Stock Card หรือระบบ Stock ที่ตรวจสอบได้

ข้อมูลอย่างน้อยควรมี

  • ชื่อยา/สินค้า

  • Lot

  • วันรับเข้า

  • จำนวนรับ

  • จำนวนขาย

  • จำนวนคงเหลือ

  • ราคาทุน

  • วันหมดอายุ

วิธีคิดต้นทุน

คู่มือกรมสรรพากรกล่าวถึงวิธี เช่น

  • FIFO — First In, First Out สินค้าที่เข้าก่อนถือว่าออกก่อน

Weighted Average ใช้ต้นทุนเฉลี่ยของสินค้าประเภทเดียวกัน


สำหรับยา การบริหารสินค้าในทางปฏิบัติยังควรสัมพันธ์กับ FEFO — First Expire, First Out

คือยาที่หมดอายุก่อนต้องถูกนำออกก่อน ซึ่งช่วยลดปัญหายาหมดอายุและสอดคล้องกับลักษณะการจัดการสินค้าร้านยา


ยาหมดอายุ ตัดเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม?

ทำได้ในบางกรณี แต่ ไม่ใช่เพียงนำยาไปทิ้งแล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที

โดยเฉพาะนิติบุคคล ควรมีระบบ เช่น

  • ตรวจพบสินค้าหมดอายุ

  • แยกสินค้าออกจาก Stock

  • จัดทำรายการสินค้า

  • ขออนุมัติทำลาย

  • มีผู้เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ/เป็นพยาน

  • ทำลายตามหลักเกณฑ์

  • เก็บหลักฐาน

  • ปรับยอด Stock และบัญชี


คู่มือกรมสรรพากรระบุรายละเอียดเรื่องการตรวจสอบสภาพ การอนุมัติ การมีผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นพยาน และหลักฐานประกอบ หากดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ต้นทุนสินค้าที่ทำลายสามารถนำมาพิจารณาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้


Deccodrug

ความคิดเห็น


bottom of page